บทที่ 82 ข่าวร้ายจากเขต 3

บทที่ 82 ข่าวร้ายจากเขต 3 ในขณะที่อันไป๋กำลังตกตะลึงกับลักษณะอันแปลกประหลาดสยดสยองยิ่งขึ้นของพวกอสูรกายหัวม้าอยู่นั้นเอง เสียงจักรกลอันคุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นข้างหูของอันไป๋และภายในห้วงสมองของผู้รอดชีวิตทุกคนในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง 【ผู้รอดชีวิตทั้ง 10 คนในเขต 3 "คอกม้า" เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว สัตว์ประหลาดในเขต 3 ถูกย้ายไปยังอีก 4 เขตที่เหลือ】 ในเวลานี้เขากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ตรงมุมห้องของบ้านไม้โดยไม่ไหวติง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกสัตว์ประหลาดด้านนอกค้นพบตนเอง ทว่าต่างจากภายนอกที่ราบเรียบสงบนิ่ง ภายในใจของอันไป๋กลับบังเกิดคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งไปนานแล้ว ประโยคคำพูดที่ระบบแจ้งเตือนออกมาเปรียบเสมือนอสนีบาตผ่าลงกลางท้องฟ้าอันกระจ่างแจ้ง อันไป๋ที่ได้ยินคำนี้จิตใจไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานาน ผู้รอดชีวิตที่มีชีวิตชีวาถึง 10 คนต้องมาตายไปทั้งหมดแบบนี้เลยหรือ แม้จะบอกว่าอันไป๋ไม่ได้ใส่ใจความเป็นความตายของคนแปลกหน้านัก ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวยิ่งนักคือทำไมพวกสัตว์ประหลาดถึงสามารถย้ายเขตได้กันล่ะ! เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอันตรายครั้งก่อน ปริมาณของพวกสัตว์ประหลาดไม่เพียงแต่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่กลิ่นอายรัศมีบนตัวของพวกมันยังแข็งแกร่งทรงพลังขึ้นอีกด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังมีอสูรกายหัวม้าจากเขตอื่นเดินทางมาเสริมทัพอีกต่างหาก โดยไม่รอให้อันไป๋สงบจิตใจอันว้าวุ่นลงได้ ตรงหน้าต่างบ้านไม้ที่อันไป๋อยู่อาศัยพลันมีสัตว์ประหลาดหัวนกลำตัวงูตัวหนึ่งเบียดแทรกเข้ามา สัตว์ประหลาดตัวนี้เปลี่ยนรูปทรงเป็นลักษณะเรียวยาวอย่างยิ่ง ดันทุรังมุดผ่านช่องรอยแยกเล็กๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็นเข้ามาภายในบ้านไม้ของอันไป๋ หลังจากเข้ามาภายในบ้านไม้ สัตว์ประหลาดตัวนี้ก็เปลี่ยนร่างกลับคืนสู่สภาพเดิม การกระทำนี้ทำเอาอันไป๋ตกตะลึงจนตาค้าง ในหัวพลันเชื่อมโยงไปถึงช่วงเวลาไฟดับก่อนหน้านี้ สปายอาจจะมุดเข้ามาในบ้านไม้ของเขาด้วยวิธีแบบนี้เช่นกัน การค้นพบนี้ทำให้อันไป๋คันยิบๆ ในใจ อยากจะแจ้งข่าวนี้ให้ผู้รอดชีวิตคนอื่นรับรู้ในทันที ทว่าหลังจากมีบทเรียนจากป้าคนก่อนหน้านี้ อันไป๋ก็ไม่กล้าลงมือกับสัตว์ประหลาดที่บุกเข้ามาในบ้านไม้ของเขาตามใจชอบ ปล่อยให้สัตว์ประหลาดตัวนี้วิ่งเพ่นพ่านไปทั่วภายในบ้านไม้ของเขา มีอยู่หลายครั้งที่มันเดินผ่านข้างกายเขา แทบจะสัมผัสโดนเรือนร่างอยู่รอมร่อ โชคดีที่สัตว์ประหลาดตัวนี้แค่อยู่ตรงนี้ชั่วครู่ ก็ผละออกจากบ้านไม้ของเขาไป ทำให้อันไป๋ถอนหายใจออกมาเบาๆ ในเงามืด ทว่าพวกสัตว์ประหลาดบนแผ่นกั้นก็ยังคงไม่ยอมจากไป เพราะจนถึงตอนนี้พวกมันยังไม่พบผู้รอดชีวิตเลยสักคนเดียว ในเวลานี้อันไป๋ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ไหวติง กระทั่งความถี่ของการหายใจก็ลดลงจนถึงระดับต่ำสุด สัตว์ประหลาดหัวนกด้านนอกคำรามอย่างบ้าคลั่งยิ่งขึ้น ต่อให้อันไป๋เอาฝ้ายอุดหูไว้แล้ว ก็ยังถูกเสียงประหลาดนี้ทำให้โลหิตไหลเวียนไม่สะดวก ส่วนพวกอสูรกายหัวม้าที่มาจากเขต 3 นั้นย่ำเท้ากระทืบแผ่นกั้นอย่างสุดแรง แรงสั่นสะเทือนที่มีจังหวะส่งผ่านจากแผ่นกั้นชั้นนี้มายังฝ่าเท้าของอันไป๋ไม่ขาดสาย ความรู้สึกชาหนาบๆ ส่งผ่านมาจากฝ่าเท้า ความรู้สึกนี้ทำให้อันไป๋อยากจะหมุนตัวลอยขึ้นฟ้าไปเสียให้พ้นๆ อันไป๋ที่เดิมทีอึดอัดทรมานอยู่แล้ว ในยามนี้ยิ่งอึดอัดทรมานมากขึ้นไปอีก อยู่อย่างนี้สืบเนื่องไปสองนาที ในที่สุดก็มีผู้รอดชีวิตทนไม่ไหวอีกต่อไป เสียงกรีดร้องที่ถูกกดทับมานานพลันดังก้องมาจากบ้านไม้หลังใดหลังหนึ่ง "ปล่อยให้ฉันตายไปซะเถอะ!" หญิงสาวถักเปียคนนั้นพุ่งพรวดออกมาจากบ้านไม้ วิ่งตรงไปยังจุดที่พวกสัตว์ประหลาดชุมนุมกันอยู่ ในเวลานี้บนใบหน้าของหญิงสาวถักเปียคนนั้นมีหนวดประหลาดขาดๆ ท่อนหนึ่งเกาะติดอยู่ ทั่วทั้งใบหน้าถูกเมือกของสัตว์ประหลาดปกคลุมไว้ สิ่งสกปรกบนเสื้อผ้ายิ่งมีมากมายกว่าเดิม เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์อันมอมแมม สีหน้าบนใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นยิ่งทำให้คนรู้สึกหวาดกลัวมากกว่า ดวงตาที่เบิ่งกว้างจนกลมโต ตาขาวที่เบิกโพลง รวมถึงเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมา ยังไม่ทันที่อันไป๋จะสังเกตการณ์ต่อ หญิงสาวคนนั้นก็ถูกอสูรกายหัวม้าด้านข้างกัดศีรษะระเบิดคาที่ ชั่วพริบตา คราบเลือดและเศษเนื้อสาดกระเซ็นไปทั่ว ชวนให้คนที่พบเห็นรู้สึกสะอิดสะเอียนอยากจะอาเจียนออกมา ส่วนตัวการร้ายที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมประหลาดของหญิงสาวก็เผยร่างจริงออกมาจากคราบเลือด มันคือสุดยอดสัตว์ประหลาดตัดต่อที่มีหัวเป็นนกและลำตัวเป็นหนอนยักษ์นั่นเอง เป็นเพราะมันบังเอิญมุดเข้าไปในรูจมูกของหญิงสาวนั่นเอง จึงนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เมื่อพวกสัตว์ประหลาดรุมแทะฉีกรุมแบ่งศพของหญิงสาวจนเตียนโล่ง ช่วงเวลาอันตรายก็ประกาศสิ้นสุดลงในเวลานี้ ไม่นาน พวกสัตว์ประหลาดทั้งหมดก็ทยอยหลบหนีออกจากแผ่นกั้นชั้นนี้ไปตามบันไดวน ทิ้งไว้เพียงทุกคนที่ยังขวัญผวาไม่หาย หลังจากยืนยันว่าช่วงเวลาอันตรายจบลงแล้ว ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่ต่างก็เดินออกจากบ้านไม้ในเวลานี้ ก้าวเดินไปยังบริเวณรอบบ้านไม้ของชายชราโดยไม่ได้นัดหมาย กลิ่นคาวเลือดในอากาศยังไม่เจือจางหายไป กลิ่นของมันทำให้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนอยากจะอาเจียน "ถ้าสัตว์ประหลาดบุกโจมตีอีกรอบ ฉันคาดว่าทุกคนคงต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่" หญิงวัยกลางคนที่เดินออกมาพร้อมกับชายชราเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดกลัวพลางเอามืออุดจมูกไว้ เมื่อทุกคนได้ยินคำนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบงัน อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาถูกสัตว์ประหลาดเมื่อครู่นี้ฉุดรั้งลงสู่จุดต่ำสุด ชั่วขณะไม่อาจรู้ว่าควรจะเอ่ยคำใดดี ในเวลานี้บรรดาผู้รอดชีวิตเหลือเพียง 8 คนแล้ว ยามนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 6 ชั่วโมงก่อนที่วันแรกจะสิ้นสุดลง "พวกเราจะนั่งรอความตายต่อไปไม่ได้แล้ว" ชายหนุ่มรูปงามรับคำพูดของหญิงวัยกลางคน จากนั้นเขาก็หันไปมองชายชราผมขาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด และกวาดสายตามองอันไป๋อยู่หลายแวบโดยไม่ได้ตั้งใจ "บ้านไม้ของพวกคุณมีสัตว์ประหลาดมุดเข้าไปไหมครับ" อันไป๋เอ่ยถามขึ้นในเวลานี้ "ไม่มี" ทุกคนสั่นหน้า รวมถึงชายชราผู้นั้นด้วย "มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งมุดเข้ามาในบ้านไม้ของผมก่อนหน้านี้" อันไป๋เอ่ยบอกเล่าขั้นตอนที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นมุดเข้ามาในบ้านไม้ของตนเองให้ทุกคนฟัง พร้อมทั้งชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่พบร่องรอยการบุกรุกของสปาย เป็นไปได้สูงว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปทรงของตัวเองได้เหมือนพวกสัตว์ประหลาด นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่ตอนกลายพันธุ์ครั้งนั้นเท่านั้นที่เปลี่ยนรูปทรงได้ แต่สปายสามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ตลอดเวลา "มิน่าล่ะ!" เมื่อได้ยินคำนี้ ทุกคนก็ตรัสรู้เข้าใจขึ้นมาทันใด มิน่าล่ะรอยแยกเล็กๆ ขนาดนั้นสปายยังสามารถเข้ามาได้อย่างเงียบเชียบโดยไร้ร่องรอย "สิ่งที่นายพูดไม่มีประโยชน์ต่อการตามหาตัวสปายของพวกเราเลยสักนิด มีแต่จะยิ่งเพิ่มพูนความหวาดกลัวต่อสปายให้กับผู้รอดชีวิตคนอื่นเท่านั้นแหละ" ชายหนุ่มรูปงามหันไปมองอันไป๋พลางเอ่ยขึ้นช้าๆ "ฉันก็ไม่อยากพูดเพ้อเจ้ออีกต่อไปแล้ว ฉันยังคงยึดมั่นความเห็นเดิม นายก็นั่นแหละคือสปาย!" ชายหนุ่มรูปงามใช้นิ้วชี้ไปทางอันไป๋ ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยเส้นเลือดฝอยปูดแดง เมื่อผู้รอดชีวิตคนอื่นทยอยตายไปทีละคนประกอบกับวันที่สองอันแสนอันตรายยิ่งกว่ากำลังจะมาถึง ภายในใจของผู้รอดชีวิตทุกคนคล้ายกับถูกขุนเขาใหญ่ทับทับเอาไว้ "เหตุผลล่ะ" อันไป๋กลับสงบใจลงได้ในเวลานี้ มองเขาด้วยสายตาดุจดูแคลนเช่นนั้น "ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้อสงสัยมากมายขนาดนี้ยังไม่นับเป็นเหตุผลอีกเหรอ ทำไมสัตว์ประหลาดเมื่อครู่นี้ถึงมุดเข้าไปแค่ในบ้านไม้ของนายกับสาวงามคนนั้นล่ะ ทำไมสาวงามคนนั้นตาย แต่นายกลับยังรอดชีวิตอยู่ได้ล่ะ" ชายหนุ่มรูปงามอย่างไรก็เป็นชายหนุ่มที่มีเลือดรักความถูกต้องและเลือดร้อน เลือดขึ้นหน้าจนเขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้มากกว่านี้ ยามนี้เขาเพียงอยากจะหลบหนีออกจากสถานที่ฝันร้ายแห่งนี้ไปให้เร็วที่สุด "หรือว่าจะสู้กันสักตั้งไหมล่ะ" อันไป๋ไม่อยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอีกต่อไป ตอนนี้เขาแค่อยากจะตบหน้าหมอนี่สักสองฉาด "เฮ้ๆๆ อย่าชกตบกันสิ! ยังหาตัวสปายไม่เจอเลยนะ" ชายชราที่เงียบขรึมมานาน ในที่สุดก็เอ่ยปากห้ามทัพสองคนที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างตึงเครียด "หมามันกัดผมคำหนึ่ง ตอนนี้ผมแค่อยากกินเนื้อหมา" อันไป๋เอ่ยขึ้น "เหอๆ ยังจะเสแสร้งอีก!" ชายหนุ่มรูปงามแค่นหัวเราะอีกรอบ อันไป๋มีอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ตัวเขาก็ซุกซ่อนของวิเศษแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไว้บนตัวชิ้นหนึ่งเหมือนกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตัวเขายังมีดาบใหญ่ระดับดีเยี่ยมและใกล้เคียงระดับเลิศภพอยู่อีกหนึ่งเล่ม "อย่าสู้กันเลย ตอนนี้เหลือ 8 คนแล้ว อีก 4 คนที่เหลือยังจับคู่แบ่งทีมกันได้อีกรอบนะ" ชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้นข้างๆ ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย "พี่ชาย พี่มั่นใจเหรอว่าพวกเรายังมีเวลา เหลือเวลาอีกไม่ถึง 6 ชั่วโมงก่อนที่วันแรกจะจบลงแล้วนะพี่" ชายหนุ่มรูปงามนับตั้งแต่ได้ทราบข่าวร้ายจากเขต 3 ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทนยื้อต่อไปอีกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เขาไม่ได้กินอะไรเลยมา 18 ชั่วโมงแล้ว ตอนลงจากรถไฟตัวเองไม่ได้พกของกินมาด้วย ทำให้เขารู้สึกเสียใจและแค้นเคืองใจอย่างยิ่ง (จบบทที่ 82)