บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต

บทที่ 32 ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิกฤต เฉินเฟิงใจหายวาบไปถึงตาตุ่ม นี่มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้หยุดพักหายใจเลยจริงๆ! เขากัดฟันกรอด พยายามประคองอุ้มร่างที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็งของหลี่ซือยวี่ไว้แนบอกพลางเบี่ยงตัวหลบหลีกคมเขี้ยวของเหล่าอสรพิษอย่างสุดชีวิต สัญชาตญาณจากระดับสูง (Rank A) ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาไวยิ่งกว่าเดิม ทว่าการแบกภาระสำคัญไว้ในอ้อมแขนกลับทำให้เขาเสียเปรียบในการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด งูเหลือมกระจกดำนั้นรวดเร็วและอำมหิตผิดกับขนาดตัวที่มหึมาของมัน หางหนาหนักประดุจเสาเหล็กกล้าฟาดเข้าใส่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง เฉินเฟิงหลบไม่พ้นจนถูกกระแทกเข้าที่ชายโครงอย่างจัง โครม! ร่างของเขาปลิวละลิ่วออกไปเหมือนว่าวที่สายป่านขาด ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นน้ำแข็งอย่างแรงจนแผ่นดินร้าวระแหง "อั่ก!" เฉินเฟิงพ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต เขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกบดขยี้จนบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด ความเจ็บปวดแล่นพล่านซ่านไปทั่วร่างจนสติแทบดับวูบ เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ทว่ากลับพบว่างูเหลือมกระจกดำได้เลื้อยเข้ามาประชิดตัวแล้ว ลิ้นสองแฉกที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวเน่ารุนแรงแทบจะแลบมาเลียถึงใบหน้าของเขาในระยะประชิด "มาวัดกันสักตั้งมา! ไอ้เข็มขัดหนังกลับ!" เฉินเฟิงฝืนความเจ็บปวดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาปลดปล่อยเถาวัลย์มรกตระดับสูง (Rank A) ออกจากฝ่ามืออีกครั้ง มันพุ่งเข้าพันรอบส่วนหัวของงูยักษ์ก่อนจะลามไปทั่วร่างราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น จากนั้นจึงออกแรงฉุดกระชากเหวี่ยงร่างของมันกระแทกเข้ากับโขดหินอย่างบ้าคลั่ง หนึ่งคนกับหนึ่งอสรพิษเปิดฉากต่อสู้ตัดสินเป็นตายท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ แม้เฉินเฟิงจะบาดเจ็บภายในจนแทบกระอักเลือด แต่เพื่อปกป้องหลี่ซือยวี่ที่อยู่ในอ้อมแขน เขาระเบิดพลังวิญญาณออกมาเกินขีดจำกัดจนผิวหนังเริ่มปรากฏรอยปริแตก ในที่สุดเขาจึงอาศัยแรงเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงงูยักษ์จนมันต้องล่าถอยกลับเข้าดงทึบไปอย่างเสียไม่ได้ ทว่าเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างแสนสาหัส บาดแผลจากกรงเล็บหมาป่าก่อนหน้านี้และรอยช้ำจากการปะทะกับงูยักษ์นั้นลึกจนเกือบเห็นกระดูก เลือดสดย้อมเสื้อผ้าจนกลายเป็นสีแดงฉานตัดกับสีขาวโพลนของหิมะอย่างน่าสยดสยอง เขาเดินโซซัดโซเซอุ้มร่างบางไปจนพบซอกหินที่ซ่อนเร้นแห่งหนึ่ง เมื่อวางหลี่ซือยวี่ลงบนพื้นอย่างเบามือ เฉินเฟิงถึงได้พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาตรวจสอบอาการของเธอและพบว่าเกล็ดน้ำแข็งบนผิวหนังเริ่มละลายลงบ้างแล้วจากไออุ่นที่เขาถ่ายเทให้ และจังหวะลมหายใจก็เริ่มคงที่ขึ้นเล็กน้อย "ค่อยยังชั่ว... รอดไปทีนะยัยน้ำแข็ง" เฉินเฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแหบพร่า เขานำหญ้าเพลิงแผดเผาออกมาวางเคียงข้างเธอเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายเอาไว้ จากนั้นจึงหยิบยาพันแผลออกมารัดร่างกายตนเองอย่างลวกๆ ใบหน้าซีดเผือดของเฉินเฟิงเริ่มดูมีเลือดฝาดขึ้นบ้างเล็กน้อย ทว่าเขารู้ดีว่าเวลาของเธอกำลังจะหมดลง เขามองหลี่ซือยวี่ด้วยแววตาที่สั่นไหวทว่าแน่วแน่ ก่อนจะหมุนตัวลากสังขารที่เหนื่อยล้าเกินบรรยายมุ่งหน้ากลับไปยังทุ่งหญ้าเยือกแข็งอีกรอบเพื่อหาทางรักษา ลมหนาวที่กรีดแทงเหมือนใบมีดอาบยาพิษบาดลงบนใบหน้าและบาดแผลของเฉินเฟิง ทุกก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นหิมะเหมือนการเหยียบลงบนคมดาบ ความเจ็บปวดแล่นจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงสมอง แต่เขาทำได้เพียงกัดฟันกรอด ชีวิตของหลี่ซือยวี่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาจะยอมแพ้ให้แก่โชคชะตาในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด! "เหอะๆ... เป็นเจ้าลาโง่ที่ดื้อด้านจนน่าสมเพชจริงๆ ว่ะ" เสียงใสๆ แฝงความซุกซนดังขึ้นในโสตประสาทของเฉินเฟิงอย่างกะทันหัน "สภาพดูไม่ได้ขนาดนี้แล้ว ยังไม่คิดจะอ้อนวอนขอร้องฉันอีกเหรอ?" เฉินเฟิงชะงักกึก เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในห้วงจิตสำนึกของเขายังมี 'เสด็จแม่' ผู้ทรงพลังซ่อนตัวอยู่อีกคน! ก่อนหน้านี้เขามัวแต่พะวงเรื่องความปลอดภัยของหลี่ซือยวี่จนลืมชื่อของ อวี๋โย่วซี ไปเสียสนิท "โย่วซี... เธอช่วยผมได้จริงๆ ใช่ไหม?" เฉินเฟิงถามด้วยเสียงแหบแห้งที่เต็มไปด้วยความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่ "ถามอะไรไร้สาระ! ถ้าช่วยไม่ได้ฉันจะมานอนกินแรงอยู่ในร่างนายให้เปลืองพื้นที่ทำไม? ถ้าแบกหน้ามาขอร้องฉันตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมาเดินเป็นศพเดินได้อยู่แบบนี้แล้วไม่ใช่หรือไง?" อวี๋โย่วซี เจ้าหญิงเผ่าอสูรเกล็ด ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ตามสไตล์สาวเอาแต่ใจ "ก็นี่มันสถานการณ์ฉุกเฉินนี่นา... ผมมันคนหัวช้า" เฉินเฟิงยิ้มแห้งๆ แม้จะเจ็บบาดแผลจนอยากจะร้องไห้ออกมาก็ตาม อวี๋โย่วซีแค่นเสียง ‘เหอะ’ หนึ่งครั้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "หึ... ผู้ชายนี่น้า... แต่ก็นับว่ามีความรักที่มั่นคงดีจนน่าหมั่นไส้ แต่ฟังนะเฉินเฟิง... ฉันมีเงื่อนไข" เฉินเฟิงดีใจจนเนื้อเต้น "เงื่อนไขอะไรว่ามาเลย! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือซักผ้าให้เธอตลอดชีวิตผมก็ยอมทั้งนั้น!" เมื่อเห็นเฉินเฟิงรับคำอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยของอวี๋โย่วซีที่ซ่อนอยู่ในห้วงจิตก็ฉายแววซับซ้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง "การที่ฉันจะปรากฏกายออกมาในรูปจิตวิญญาณระดับสูงได้ ต้องใช้ 'โลหิตวิญญาณ' ของนายเป็นเครื่องสังเวยนะ นายแน่ใจเหรอว่าสังขารเน่าๆ ของนายในตอนนี้จะยังไหว?" เฉินเฟิงกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นนูน ดวงตาเริ่มแดงก่ำ "ไม่ไหวก็ต้องไหว! ขอแค่ช่วยซือยวี่ได้ ต่อให้ต้องรีดเลือดจนหมดตัวผมก็ยอม!" "โอ้โห... พ่อคนคลั่งรักแห่งปี?" อวี๋โย่วซีเอ่ยเย้าหยอก "ก็ได้! เห็นแก่ความจริงใจของนาย แม่สาวคนนี้จะลงแรงช่วยสักตั้งแล้วกัน!" สิ้นเสียงนั้น ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ กลั่นตัวปรากฏขึ้นจากร่างกายของเฉินเฟิง เธอคือหญิงสาวที่มีสิริโฉมงดงามล่มเมือง เส้นผมยาวสีน้ำเงินสลวยราวกับน้ำตกมรกต เครื่องหน้าประณีตหมดจดประดุจงานประติมากรรมหยกที่เทพเจ้าบรรจงสลัก นัยน์ตาสีฟ้าครามทอประกายลึกลับและเยือกเย็น เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนพริ้วไหว ในมือถือตรีศูลที่แผ่รัศมีสีน้ำเงินจางๆ ออกมา ดูราวกับเทพธิดาแห่งท้องทะเลที่หลุดออกมาจากตำนานโบราณ เพียงแต่ร่างกายของเธอดูโปร่งแสงเล็กน้อย บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นเพียงร่างจิตวิญญาณเท่านั้น เฉินเฟิงจ้องมองจนตาค้าง ลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ‘สวยฉิบหาย... สวยกว่ายัยซือยวี่อีกเหรอเนี่ย?’ อวี๋โย่วซีปรายตามองเขาพลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ "มองพอหรือยังเจ้าคะคุณชาย? ถ้าอิ่มทิพย์แล้วก็รีบไปทำงานเสียที!" "ฮะ? อ้อๆ!" เฉินเฟิงได้สติ "โย่วซี รบกวนช่วยถ่วงเวลาพวกฝูงหมาป่ากับงูยักษ์ให้ทีนะ ผมจะเข้าไปเอาหญ้าละลายน้ำแข็ง" "นายจะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปทำไม? ฉันสามารถควบคุมมวลน้ำและน้ำแข็งให้เปิดทางได้นะ" "ผมมีพิกัดที่แน่นอนอยู่แล้ว เธอแค่คอยคุมเชิงพวกมันก็พอ!" เฉินเฟิงสื่อสารกับระบบจนมั่นใจในตำแหน่งที่แน่นอนที่สุด เฉินเฟิงและอวี๋โย่วซีปรากฏตัวขึ้นตรงจุดเดิม ฝูงหมาป่าหิมะที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสูงส่งของเทพเจ้าอสูรต่างพากันขนลุกชัน ทว่าความละโมบในสมุนไพรล้ำค่าก็ยังทำให้พวกมันพยายามตีวงล้อมเข้ามา "โย่วซี ฝากด้วย! ผมจะเข้าไปในถ้ำหมาป่าหิมะนั่น หญ้าละลายน้ำแข็งซ่อนอยู่ในนั้น!" พูดจบเฉินเฟิงก็พุ่งตัวออกไปประดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง "ไปเถอะ... ฉันจะเล่นกับเจ้าหมาน้อยพวกนี้เอง ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าเพิ่งตายก่อนที่ฉันจะได้กลับคืนสู่ร่างจริง" อวี๋โย่วซีสะบัดตรีศูลในมือ แสงสีน้ำเงินเย็นเฉียบพุ่งเข้าปกคลุมฝูงหมาป่าในทันที พวกมันถูกแช่แข็งในท่ากระโจน ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ! อวี๋โย่วซีเหยียดยิ้มอย่างมั่นใจ ระดับพลังวิญญาณของเธอแม้จะเป็นเพียงร่างวิญญาณ แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงพิเศษ (Rank SS) การสยบสัตว์อสูรพวกนี้จึงเป็นเพียงการออกกำลังกายเบาๆ สำหรับเธอเท่านั้น เฉินเฟิงลอบเข้าไปในถ้ำหลักของหมาป่าหิมะอย่างเงียบเชียบ ภายในนั้นไร้การป้องกันเนื่องจากพวกมันถูกล่อออกไปจนหมดแล้ว กลิ่นหอมสะอาดที่เย็นซ่านลอยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกสดชื่น หญ้าสีฟ้าใสราวกับคริสตัลหลายต้นเติบโตอยู่ท่ามกลางซอกน้ำแข็ง แผ่ไออุ่นจางๆ ที่ขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกออกมา "นี่แหละ หญ้าละลายน้ำแข็ง!" เฉินเฟิงรีบเด็ดมันอย่างระมัดระวังที่สุดก่อนจะเก็บใส่ถุงมิติด้วยความยินดีล้นพ้น อวี๋โย่วซีลอยตามเข้ามาเมื่อจัดการสถานการณ์ข้างนอกเสร็จสิ้น "เสร็จธุระแล้วก็รีบไสหัวกลับกันเถอะ พลังชีวิตของนายเริ่มจะติดลบแล้วนะ" ขณะที่อวี๋โย่วซีลอยนำหน้าออกไป เฉินเฟิงที่กำลังผ่อนคลายการป้องกันลงเพียงเสี้ยววินาที ทันใดนั้นเองเงาดำทมิฬสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากเพดานถ้ำอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด และกดร่างของเขาลงกับพื้นดินในทันที! "เชี่ยเอ๊ย!" เฉินเฟิงยกแขนที่พันผ้าพันแผลขึ้นต้านแรงปะทะอย่างสุดกำลังจนบาดแผลเริ่มปริแตกอีกครั้ง เมื่อสายตาปรับโฟกัสได้ชัดเจน เฉินเฟิงถึงกับต้องเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกมาจากเบ้า สิ่งที่กำลังแยกเขี้ยวคำรามอยู่เหนือร่างของเขาคือ 'จ่าฝูงหมาป่าหิมะนิลกาล' ที่มีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่าตัว! มันแผ่กลิ่นอายอำมหิตระดับสูงพิเศษ (Rank SS) ออกมาอย่างเข้มข้น ดวงตาสีแดงฉานประดุจโลหิตจ้องเขม็งมาที่เฉินเฟิงพร้อมกับคำรามลั่นจนเพดานถ้ำสั่นสะเทือน น้ำลายเหนียวหนืดพ่นกระจายเต็มใบหน้าของเขาอย่างน่ารังเกียจขีดสุด! (จบบทที่ 32)