บทที่ 3 รักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ไม่ได้นะ!
บทที่ 3 รักระหว่างอาจารย์กับศิษย์ไม่ได้นะ!
กางเกงขาสั้นลายดอกไม้ตัวบางประดับลูกไม้สีชมพู ช่วยขับเน้นความสดใสของวัยรุ่น ทว่าเนื้อผ้าที่รัดรูปกลับโอบรัดบั้นท้ายกลมกลึงของหลี่ซือยวี่เอาไว้แน่นจนแทบจะปริออก ความงดงามที่ชวนให้ใจหายใจคว่ำนั้นทำเอาผู้ที่ได้เห็นต้องจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล
“อึก!” เฉินเฟิงลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก ในใจแอบคิดว่าเสน่ห์ของผู้หญิงคนนี้มันร้ายกาจเกินต้านทานจริงๆ
หลี่ซือยวี่จับสังเกตสายตาหื่นกระหายของอีกฝ่ายได้ทันที ใบหน้าสวยหวานพลันแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เธอรีบถอยกรูดรักษาระยะห่างพร้อมแผดเสียงด่า “อ๊ะ... นาย... ไอ้คนลามก!!!”
น่าตายนัก! เธอเป็นถึงดาวโรงเรียนมัธยมซงเจียง เทพธิดาผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งนครม่อตู! แต่ตอนนี้กลับถูกไอ้ผู้ชายพรรค์นี้เอาเปรียบทางสายตาไปเต็มๆ สถานการณ์ตรงหน้าไม่ต่างอะไรกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีความคับแค้นจุกอกแต่กลับพูดไม่ออกโวยวายไม่ได้
“โทษทีๆ...” เฉินเฟิงหัวเราะแห้งๆ พลางตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น เขาค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ตั้งใจจะรีบชิ่งหนีไปจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด เพราะขืนหลี่ซือยวี่รู้ความจริงว่าเขาคือคนที่บงการร่างกายเธอละก็ หายนะจากการถูกตามล้างแค้นแบบไม่จบไม่สิ้นได้มาเยือนแน่!
หลี่ซือยวี่ตีหน้าขรึม เค้นเสียงแข็งถาม “บอกมานะ นายสมคบคิดกับพวกเผ่าอสูรมาเล่นงานฉันใช่ไหม?”
เผ่าอสูร? เฉินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน
“เปล่าเลย! ในฐานะนักเรียนดีเด่นที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับมาอย่างดี เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผมคือการกวาดล้างเผ่าอสูรให้สิ้นซาก ผมจะไปร่วมมือกับพวกมันได้ยังไงล่ะครับ!”
“จริงเหรอ?” หลี่ซือยวี่เริ่มลังเล สัญชาตญาณของเธอยังคงร้องเตือนว่าเฉินเฟิงนี่แหละคือตัวการสำคัญ แต่ท่าทางที่ดูรักชาติและเที่ยงธรรมจนเกินเบอร์ของเขากลับดูขัดแย้งชอบกล... มองมุมไหนหมอนี่ก็ไม่น่าจะมีปัญญาไปจับมือกับเผ่าอสูรได้ หรือเรื่องทั้งหมดจะเป็นแค่ความบังเอิญจริงๆ?
หลี่ซือยวี่ตัดสินใจว่าจะแอบสืบเรื่องนี้ทีหลัง ยังไงซะเฉินเฟิงก็เป็นนักเรียนของที่นี่ เขาหนีไปไหนไม่พ้นแน่!
“ช่างเถอะ นายไปได้แล้ว คราวหน้าก็หัดระวังตัวซะบ้าง” หลี่ซือยวี่ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปทางหอพักหญิง
เมื่อแผ่นหลังบางลับสายตา เฉินเฟิงก็พ่นลมหายใจออกมายืดยาวอย่างโล่งอก การได้ควบคุมดาวโรงเรียนถือเป็นกำไรชีวิตก็จริง แต่ถ้าความลับแตกล่ะก็ ศพไม่สวยแน่! แต่ก็นะ... ความรู้สึกตอนได้บงการเธอมันช่างตื่นเต้นเร้าใจจนหัวใจแทบเต้นผิดจังหวะ ไม่รู้เหมือนกันว่าวันหน้าจะมีโอกาสได้เห็นอะไรดีๆ แบบนี้อีกไหม...
“เพียะ!” จู่ๆ เฉินเฟิงก็ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นร้อนรน “ฉิบหาย เกือบลืมไปเลย! คืนนี้ฉันนัดช่วยอาจารย์ฉินวิจัยเรื่องเผ่าอสูรนี่นา!”
อาจารย์ฉินเป็นคนมีเมตตา เห็นว่าเฉินเฟิงเป็นเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งพิง จึงมักจะเรียกตัวเขามาเป็นลูกมือช่วยงานวิจัยในช่วงดึกของทุกสัปดาห์ โดยแลกกับค่าตอบแทนก้อนโตเป็นรางวัล หากเขาผิดนัด อู่ข้าวอู่น้ำเดียวที่มีอยู่คงจบเห่ ในฐานะเด็กหนุ่มตัวคนเดียว การเอาชีวิตรอดในยุคนี้มันช่างยากแค้นเหลือเกิน
ณ หอพักหญิง ห้อง 702
ตลอดทางเดินกลับห้อง หลี่ซือยวี่ยังคงไม่คลายความแคลงใจในตัวเฉินเฟิง แต่คิดยังไงก็คิดไม่ตกว่า นักเชิดหุ่นระดับท้ายแถว (F) ที่แสนจะกระจอกอย่างหมอนั่น จะไปสะดุดตาพวกเผ่าอสูรได้อย่างไร แถมระดับพลังแค่นั้น จะเอาปัญญาที่ไหนมาควบคุมร่างกายเธอได้?
จนกระทั่งสายตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงน่องสีดำที่แขวนต่องแต่งอยู่บนลูกบิดประตู “นะ... นั่นมันถุงน่องของฉันนี่! ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้!?”
หลี่ซือยวี่ทั้งตกใจทั้งอับอาย ใบหน้าสวยแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู เธอรีบคว้าถุงน่องกลับเข้ามาในห้องทันที พอมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็พบว่าไม้แขวนเสื้อที่เคยตากถุงน่องไว้บัดนี้ว่างเปล่า เธอยกถุงน่องในมือขึ้นมาสำรวจใกล้ๆ
“กลิ่นนี้มัน...”
“ต้องเป็นเฉินเฟิงที่จับมันแน่ๆ ไอ้โรคจิต! ไอ้คนลามก!!”
หลี่ซือยวี่แทบจะสติแตก วันๆ เธอเอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝนจนแทบไม่มีเวลาออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว ถุงน่องคู่นี้คือคู่สุดท้ายที่เหลืออยู่ แต่ดันมาถูกผู้ชายจับต้องเสียแล้ว ชั่ววูบหนึ่งเธอลังเลว่าจะฝืนใจใส่ต่อดีไหม
“อี๋ ขยะแขยงที่สุด!”
“ฉันไม่ใส่แล้ว!”
หลี่ซือยวี่ขว้างถุงน่องทิ้งไปที่ปลายเตียงอย่างไม่ไยดี ความสงสัยในตัวเฉินเฟิงยิ่งพุ่งทะยาน “ไอ้ลามกนั่น... ตอนเจอสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเมื่อกี้ กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด แถมยังนิ่งสงบราวกับอ่านหมากไว้ล่วงหน้า... ตัวตนของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่ ฉันต้องหาโอกาสลองเชิงหมอนั่นให้ได้!”
ณ ห้องวิจัย
เฉินเฟิงวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงหน้าประตู ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็ต้องชะงักกับภาพของหญิงสาวหุ่นนางแบบ ผิวพรรณขาวผ่องเปล่งประกาย กำลังยืนพิงกรอบประตูจ้องมองมาด้วยสายตาจับผิด
เธอสวมชุดกี่เพ้ารัดรูปสีน้ำเงินปักลายประณีต ขับเน้นส่วนโค้งเว้าชัดเจนจนน่าใจหายใจคว่ำ เรียวขาคู่สวยเหยียดตรงรับกับรองเท้าส้นสูงสีแดงสด ยิ่งเมื่อก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมละมุนของดอกมะลิก็ลอยโชยออกมาจากตัวเธอ
ฉินน่าหราน อาจารย์ประจำชั้น ม.6 ห้อง 3 ของโรงเรียนมัธยมซงเจียง ควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปกครอง และเป็นผู้ปลุกอาชีพระดับสูง (S) สาย ‘นักปราชญ์’!
เนื่องจากอาชีพของเธอเน้นหนักไปทางสายวิชาการ เธอจึงไม่ได้ถูกส่งไปสู้รบที่แนวหน้าเพื่อต้านทานภัยอสูร แต่เลือกที่จะอยู่แนวหลังเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ คอยสนับสนุนกองทัพของชาติ และสำหรับคืนนี้ เดิมทีเธอตั้งใจจะผ่าวิจัยร่างของ ‘เจ้าหญิงเผ่าอสูรระดับสูงพิเศษ (SS)’ ที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากแนวหน้า แต่แผนการทุกอย่างกลับต้องหยุดชะงักเพียงเพราะเฉินเฟิงมาสาย
ฉินน่าหรานจ้องเขม็งไปที่เฉินเฟิงอย่างขุ่นเคือง “เธอหายไปเถลไถลที่ไหนมา?”
“อาจารย์ฉิน... คือผม... ผมติดธุระนิดหน่อยครับ” เฉินเฟิงตอบอ้อมแอ้มด้วยความรู้สึกผิด ขืนปล่อยให้อาจารย์รู้ว่าเขาเพิ่งไปก่อเรื่องวิวาทกับหวังเหว่ยมา มีหวังโดนทัณฑ์บนชุดใหญ่แน่! การเรียนและการก้าวเข้าสู่สนามรบ คือบันไดสู่ความสำเร็จเพียงเส้นเดียวที่เขามี เขาไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ไปง่ายๆ
ฉินน่าหรานแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินนำเข้าไปในห้องวิจัยด้วยท่าทีไม่เชื่อถือ “อาจารย์ได้กลิ่นของหลี่ซือยวี่บนตัวเธอ... พวกเธอสองคน... คงไม่ได้แอบคบกันอยู่หรอกนะ? เมื่อกี้หนีไปเดตกันมาล่ะสิ?”
“จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับ นั่นระดับดาวโรงเรียนเชียวนะ เธอจะมามองคนอย่างผมได้ยังไง?” เฉินเฟิงแอบบ่นอุบอิบในใจ จินตนาการของอาจารย์ฉินนี่ล้ำเลิศเกินไปแล้ว แถมจมูกยังไวเป็นบ้า สมกับเป็นผู้ครองอาชีพสายนักปราชญ์ระดับ S จริงๆ
“อืม อาจารย์ก็คิดว่างั้น หลี่ซือยวี่คือว่าที่หนึ่งในสิบจอมพลผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต เธอคงไม่มาตาต่ำมองเด็กกะโปโลอย่างเธอหรอก” ฉินน่าหรานเอ่ยหยอกล้อ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าโลงแก้วผลึกใบหนึ่ง
เฉินเฟิงแอบเบ้ปากในใจ หลี่ซือยวี่มองไม่เห็นหัวเขางั้นเหรอ? คอยดูเถอะ นับตั้งแต่วินาทีที่ระบบผูกมัดสำเร็จ อนาคตของเขาก็ไร้ซึ่งขีดจำกัดแล้ว
ทว่าในระหว่างที่กำลังค่อนขอดอยู่ในใจ สายตาของเฉินเฟิงพลันถูกดึงดูดด้วยร่างที่นอนนิ่งอยู่ภายในโลงแก้วผลึก
ภายใต้กระจกโปร่งใส ปรากฏร่างของเด็กสาวหน้าตาสะสวยหมดจด ส่วนสูงราวหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร เธอสวมชุดกระโปรงสั้นสีดำที่ดูทะมัดทะแมง เรียวขาเล็กเรียวแนบชิดกัน นอนหลับใหลอย่างสงบเงียบ
“ทะ... เธอคือเจ้าหญิงเผ่าอสูรงั้นเหรอครับ?” เฉินเฟิงอุทานด้วยความตกตะลึง เด็กสาวคนนี้งดงามเกินกว่าจะเป็นเผ่าอสูรที่ดุร้ายได้เลย
ฉินน่าหรานพยักหน้ารับ “ใช่ กองกำลังแนวหน้าค้นพบเธอในโบราณสถานแห่งหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนพยายามวิจัยร่างกายเธอแล้ว แต่นอกจากจะยืนยันได้ว่าเธอเป็นเพียงศพที่ไร้ลมหายใจ ก็ไม่สามารถสกัดข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นใดได้อีกเลย”
“น่าเสียดายจังเลยนะครับ” เฉินเฟิงลอบเสียดายอยู่ในใจ ถ้าเพียงแต่เธอยังมีชีวิตอยู่ ด้วยฐานะระดับสูงพิเศษ (SS) เขาอาจจะใช้ระบบจับเธอมาทำเป็นหุ่นเชิดสุดแกร่งได้แท้ๆ
แต่สิ่งที่ชวนให้เคลือบแคลงยิ่งกว่าคือ... ในเมื่อแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศยังวิจัยไม่สำเร็จ แล้วเหตุใดฉินน่าหรานถึงต้องเรียกตัวนักเรียนอย่างเขามาช่วยวิจัยในยามวิกาลเช่นนี้ล่ะ?
ขณะที่เฉินเฟิงกำลังจะอ้าปากถาม จู่ๆ ฉินน่าหรานก็หันขวับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังไร้แววหยอกล้อว่า
“เธอ... อยากแข็งแกร่งขึ้นไหม?”
“ผะ... ผม...” เฉินเฟิงชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารัวเร็ว “อยากครับ! ผมอยากแข็งแกร่งขึ้น!”
บนใบหน้าสวยเฉี่ยวของฉินน่าหราน พลันปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
“อยากจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?”
(จบบทที่ 3)